ค้นหา 
 การฟอกฟันขาว
 การฟอกฟัน ที่คลินิก ( Clinic bleaching )
 การฟอกระบบ LED Light
 การฟอกระบบ LED Light ราคาปกติ 6,000 บาท ส่วนลด 20%
 การฟอกฟันขาวที่บ้าน
 การฟอกฟันขาว การฟอกฟันขาวที่บ้าน ( Home bleaching )
 บริการตรวจสุขภาพฟันฟรี
 บริการพิเศษก่อนสิ้นปี
More >





 



ผู้เข้าชมทั้งสิ้น counter คน
+ขูดหินน้ำลายและขัดฟัน
+อุดฟันด้วยอลัมกัม
+อุดฟันด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน
+Aesthetic dentistry

+ฟอกสีฟัน

การบูรณะฟันหน้า (Ceramic Laminate Veneer)
การที่ฟันบิ่น อาจเกิดจากอุบัติเหตุ หรือฟันที่เปลี่ยนสีซึ่งเกิดจากฟันที่ตายแล้ว จะต้องถูกกรอฟันเพื่อที่จะครอบฟัน แต่ปัจจุบัน ทันตแพทย์ต้องการจะเก็บรักษาเนื้อฟันส่วนที่ดีไว้ เลยเกิดทางเลือกใหม่ๆ คือ การใช้ชิ้นวัสดุเคลือบปิดด้านหน้าฟัน
การเคลือบผิวฟัน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. ฟัน ที่เปลี่ยนสีไม่สามารถฟอกสีฟันได้ เช่น ฟันหน้าซึ่งสึกมาก ซึ่งได้ทำการอุดด้วย Composite สีเหมือนฟัน อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ฟันที่เปลี่ยนสีมากจากการรับประทานยาเตรทตร้าไซคลินในวัยเด็ก
2. ฟันหน้าที่ต้องการแก้ไขรูปร่างของฟันให้ดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการความสวยงามมากๆ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
2.1 ฟันที่มีรูปร่างผิดปกติ สามารถแก้ไขโดยการกรอแต่งฟันเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็น ขอบ เพื่อให้งานออกมาแนบสนิทบริเวณคอฟัน
2.2 ปิดช่องห่างระหว่างฟัน การเคลือบผิวฟัน ในฟันผู้ใหญ่จะดีกว่า แบบ Direct Composite เพราะควบคุมสีฟัน รูปร่าง ความแนบสนิทบริเวณคอฟันได้ดีกว่า
2.3 การแก้ไขรูปร่างและความยาวของปลายฟัน มักพบในฟันที่แตกหักหรือบิ่น ถ้ารูปร่างความยาวของฟันมีผลต่อความสวยงาม วัสดุเคลือบผิวฟันจะได้ผลดีกว่าแบบ Direct composite
การฟอกสีฟัน

การฟอกสีฟันถือเป็นวิธีการรักษาวิธีหนึ่งที่ทำให้ฟันที่มีสีคล้ำกว่าปกติขาวขึ้น ระยะเวลาในการรักษาไม่นาน
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของสีฟัน ซึ่งทำให้ฟันสีคล้ำผิดปกติ แบ่งเป็น 2 สาเหตุ คือ
1. สาเหตุภายในตัวฟัน คือ การได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงที่มารดาตั้งครรภ์ โดยเฉพาะยาเตรทตร้าไซคลิน ปัจจุบันยากลุ่มนี้มักไม่ใช้แล้ว โดยเฉพาะในเด็กหรือสตรีมีครรภ์ ในเด็กยุคใหม่จะไม่ค่อยพบฟันที่มีสีคล้ำตั้งแต่เกิด จึงมักตรวจพบผู้ที่มีฟันดำจากการทานยาในกลุ่มคนที่มีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป เด็กที่เคยได้รับยาในช่วงอายุ 1-7 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการก่อตัวของตัวฟันอยู่ในกระดูกขากรรไกร ยาปฏิชีวนะจะไปจับกับสารในตัวฟันเกิดเป็นสารที่มีสีขึ้น สีนี้จะติดถาวรในตัวฟัน
2. สาเหตุภายนอกตัวฟัน ซึ่งทำให้ฟันมีสีคล้ำ เช่น คราบสีที่มาจากอาหาร เครื่องดื่มชา กาแฟ บุหรี่ สีพวกนี้สามารถจะซึมเข้าไปอยู่ในผิวเคลือบฟันซึ่งเป็นผิวชั้นนอกของฟัน
กรณีที่จะเลือกวิธีฟอกสีฟัน
1. สาเหตุจากภายในตัวฟันมีสีคล้ำ เกิดจากปฏิกิริยาเตตราไซคลิน จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยปกติจะแบ่งระดับของสีที่คล้ำเป็น 3 ระดับ คือ คล้ำน้อย คล้ำปานกลาง คล้ำมากที่สุด อาจเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งลักษณะที่คล้ำมากๆนี้ การฟอกสีฟันจะไม่ช่วยให้ฟันขาวขึ้น แต่จะทำให้ฟันดูสว่างขึ้นเท่านั้น กรณีนี้ทำการเคลือบสีฟันจะดีกว่า
2. สาเหตุจากภายนอกตัวฟัน เช่น คราบบุหรี่ ชา กาแฟ ก็อาจจะขัดออกได้บ้าง หากทำการฟอกสีฟันด้วยจะได้ผลค่อนข้างดี ตอบสนองต่อการฟอกสีฟันทำให้ฟันขาวขึ้น
ระยะเวลาที่ใช้ในการฟอกสีฟัน มี 2 แบบ
1. การฟอกสีฟันในคลินิก (In Office Bleaching) จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งทันตแพทย์จะต้องเป็นผู้ตรวจ แนะนำ ประเมินผล การรักษา เนื่องจากฟันของผู้ป่วยแต่ละรายมีความหนาไม่เท่ากัน ฟันแต่ละซี่ก็หนาไม่เท่ากัน ปัจจุบันมีหลาย เทคนิค เช่น การใช้แสงและความร้อน การใช้ laser ที่มีการโฆษณากันมากในปัจจุบันและมีราคาค่อนข้างสูง แต่ผลที่ได้ใกล้เคียงกัน
2. การฟอกสีฟันเองที่บ้าน (Home Bleaching) ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ การฟอกสีฟันควรอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ การฟอกสีฟันเองนานๆ อาจจะไปทำอันตรายต่อฟัน คือทำให้ตัวฟันกร่อน ระยะเวลาของการฟอกสีฟันจะขึ้นอยู่กับ โครงสร้างของฟัน และความหนาของผิวเคลือบฟันของแต่ละคน โดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์
ความคงทนของการฟอกสีฟัน
ขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหารหลังจากฟอกสีฟัน ถ้ากลับไปรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสี ก็มีโอกาสที่ฟันจะเปลี่ยนสีคล้ำลงได้ ผลการวิจัยพบว่าใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี แต่การคล้ำของการฟอกสีฟันจะไม่กลับไปสู่ระดับเริ่มต้นก่อนฟอกสี ถ้ารับประทานอาหารที่มีสี ประมาณ 5 ปี ฟันจะมีสีคล้ำแต่กลับไปฟอกใหม่ได้ ถ้าเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารก็จะอยู่ได้เป็น 10 ปี

+วีเนียร์
+ปิดช่องฟันห่าง

+รักษาคลองรากฟัน
การรักษารากฟัน
ฟันที่มีอาการปวด บวมควรจะเก็บไว้หรือถอนออก
ในอดีตเมื่อฟันมีอา การปวดบวม ทันตแพทย์มักจะถอนฟันทิ้ง แต่ปัจจุบันนี้ วิทยาการก้าวหน้าขึ้น ทำให้ทันตแพทย์สามารถเก็บฟันให้ใช้เคี้ยวต่อไปได้อีกหลายปี สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากโรคฟันผุ หรือ โรคเหงือกซึ่งเป็นโรคในช่องปากที่พบได้บ่อยสุด ถ้าอาการนั้นมาจากโรคฟันผุก็จะทำการรักษาคลองรากฟันเพื่อเก็บฟันไว้
ถ้าอาการนั้นมาจากโรคเหงือก ฟันมักจะโยก ต้องดูสภาพของกระดูกที่เหลืออยู ถ้ายังมีกระดูกเหลือเพียงพอ ทันตแพทย์จะทำหารขูดหินปูน กำจัดคราบจุลินทรีย์ใต้เหงือกออก อาการจะดีขึ้นแต่คุณต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดฟันให้ดี
การรักษารากฟันคืออะไร
ก่อนที่จะเข้าใจความหมายของการรักษารากฟัน เรามาดูโครงสร้างของฟันก่อนนะคะ โครงสร้างและส่วนประกอบฟันมี 3 ส่วน
1. ผิวเคลือบฟัน (Enamel) ซึ่งอยู่ชั้นนอกสุด
2. ชั้นเนื้อฟัน (Dentin) ซึ่งเป็นเนื้อที่ฟันส่วนใหญ่
3. ชั้นในสุด คือ โพรงประสาทฟัน (Dental pulp) ซึ่งมีเนื้อเยื่อประสาทฟันบรรจุอยู่เต็ม เนื้อเยื่อประสาทฟันประกอบด้วย เส้นประสาทหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ส่วนของฟันที่อยู่ภายในช่องปาก เรียกว่าตัวฟันและส่วนที่อยู่ในกระดูกเบ้าฟันของขากรรไกร เรียกว่ารากฟัน โพรงประสาทที่อยู่ภายในรากฟัน เรียกว่าคลองรากฟัน ซึ่งปลายสุดจะมีรูเปิดเล็กๆ เพื่อให้มีการหมุนเวียนของโลหิตและเส้นประสาทกับวงจรของร่างกาย
ลักษณะของฟันที่ต้องรักษารากฟัน
เมื่อเกิดฟันผุที่ผิวเคลือบฟันจนถึงเนื้อฟันส่วนบนๆ แล้วไม่ได้รักษา โดยการอุด การผุจะลุกลามเข้าสู่โพรงประสาทฟันได้ จะมีอาการปวดตั้งแต่ปวดเล็กน้อยในเวลาสั้นๆ ปวดเฉพาะเวลาดื่มน้ำเย็น อาหารหวานจนปวดมาก ปวดตลอดเวลา ปวดขึ้นมาได้เอง อาการเช่นนี้ แสดงว่า เนื้อเยื่อประสาทฟันมีการอักเสบเกิดขึ้น ถ้าเป็นมากก็จะลุกลามผ่านรูเปิดที่ปลายรากฟันสู่เนื้อเยื่อบริเวณรอบปลายรากฟัน เกิดการอักเสบจนเป็นฝี หนอง อาจมีอาการเจ็บหรือปวดฟันเวลาเคี้ยว หรือเมื่อฟันกระทบกัน อาจมีอาการบวมหรือตุ่มหนองบริเวณเหงือกหรือเพดาน บ่อยครั้งพบว่าบวมถึงบริเวณหน้า บางครั้งอาจพบฝีหรือหนองไหลออกสู่ผิวหนังบริเวณใบหน้าหรือใต้คาง ฟันที่มีโรคของเนื้อเยื่อประสาทฟันและโรคของเนื้อเยื่อรอบปลายรากฟัน ถ้าไม่กำจัดออกไปอาจทำให้เกิดโรคของอวัยวะและระบบอื่นของร่างกายได้ เช่น ตาอักเสบ จมูกอักเสบ

การรักษารากฟันคือ การรักษาภายในตัวฟัน โดยการทำให้ภายในโพรงประสาทฟันสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แล้วอุดให้แน่น ทำให้เก็บฟันที่เคยเป็นโรคเอาไว้ได้โดยไม่ต้องถอนทิ้ง และสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามฟันที่เคยรับการรักษารากฟันแล้วจะมีข้อเสียคือ ค่อนข้างเปราะ ดังนั้น หลังจากรักษารากฟันแล้วควรพิจารณาทำ เดือย และครอบฟัน เพื่อคงความแข็งแรงให้กับฟันที่รักษารากแล้ว (ดูรายละเอียดการบูรณะฟันหลังการรักษาราก)
ขั้นตอนในรักษา
1. การเปิดทางเข้าสู่คลองรากฟัน การดึงเนื้อเยื่อประสาทฟันออก แล้วทำความสะอาดภายในคลองรากฟันโดยการใช้เครื่องมือเหมือนเข็มซึ่งส่วนปลายมีลักษณะคล้ายตะไบ หรือสว่าน มีขนาดต่างๆ โดยดูจากสีด้ามที่จับ
2. การวัดความยาวของฟัน โดยการใช้เครื่องมือขยายคลองรากฟันซึ่งทึบแสงใส่ในคลองรากฟัน แล้วถ่ายภาพรังสีก็จะทราบความยาวของฟัน ปัจจุบันมีเครื่องที่ช่วยวัดความยาวรากโดยไม่ต้องใช้ X-Ray
3. ในการขยายคลองรากฟัน จะมีการล้างคลองรากฟันด้วยน้ำยาที่บรรจุในกระบอกเข็มฉีดยา เพราะภายในคลองรากฟันค่อนข้างเรียวเล็ก ต้องใช้เครื่องมือชนิดที่สามารถนำใส่ลงในคลองรากฟันได้ 4.การอุดคลองรากฟัน เมื่อขยายคลองรากฟันเสร็จ ทันตแพทย์จะพิจารณาดูความสะอาดของ คลองรากฟัน ถ้ายังไม่สะอาดพอ ก็จะใส่ยาในคลองรากฟันแล้วอุดชั่วคราวไปก่อน แล้วนัดมาใหม่ ในนัดครั้งต่อไป หากทันตแพทย์พบว่าคลองรากฟันยังมีการติดเชื้อ ก็จะล้างคลองรากฟันแล้วใส่ยา นัดกลับมาอีก จนฟันอยู่ในสภาพที่พร้อมอุดภายในคลองรากฟันแบบถาวร
การบูรณะฟันหลังการรักษาคลองรากฟัน ฟันบางซี่มีการสูญเสียเนื้อฟันไม่มากอาจปรับปรุงด้วย การอุดฟัน ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ วัสดุอุดฟันแบบฉายแสง เพราะมีแรงยึดกับเนื้อฟันได้ดี และมีความแข็งแรงพอๆ กับอมัลกัม แต่ฟันที่รักษาคลองรากฟันมักจะเปราะ เนื่องจากเนื้อฟันจะแห้งกว่าปกติ ยังมีการผุของฟันและการกรอแต่งเพื่อเปิดทางเข้าสู่คลองรากฟัน วิธีการที่ดีที่สุด คือ การทำเดือย และ ทำครอบฟัน จะทำให้ฟันที่รักษาคลองรากฟันนี้แข็งแรง บางครั้งฟันที่รักษาคลองรากฟันอาจเปลี่ยนสี ถ้าเป็นฟันหน้าอาจเป็นปัญหาเรื่องความสวยงาม แก้ไขโดยการฟอกสีฟัน หรือ ทำเคลือบสีฟันก็ได้ ทันตแพทย์จะนัดกลับมาตรวจรักษาทุกๆ 6 เดือน
การรักษาคลองรากฟันนอกจากทำในฟันที่ผุจนทะลุโพรงประสาทฟันแล้วอาจทำในฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ เช่น ฟันหัก ฟันหลุดออกจากเบ้าฟัน และทำให้ฟันปกติเพื่อช่วยในการใส่ฟัน กรณีฟันที่เป็นหลักยึดไม่ได้ระดับ เช่น เอียง ยื่นยาว ทำให้ใส่ฟันลำบาก ในกรณีใส่ฟันปลอมทั้งปาก อาจรักษาคลองรากฟันที่เหลือ 2-3 ซี่ ทำฟันปลอมใส่ทับรากฟันที่รักษา เรียบร้อย จะทำให้ฟันปลอมแน่นขึ้น เพราะกระดูกขากรรไกรยังไม่ยุบตัว เพราะยังมีรากฟันเหลืออยู่ ฟันที่รักษาคลองรากฟันแล้วแม้ไม่มีเนื้อเยื่อประสาทฟัน แต่ฟันยังยึดติดกับกระดูกขากรรไกรโดยเอ็นยึดติดฟัน สามารถใช้งานได้ตามปกติ
ในบางครั้งถ้าไม่ต้องการรักษาคลองรากฟัน อาจเพราะไม่มีเวลามาตามนัด หรือสาเหตุอื่น อาจต้องพิจารณาการถอนฟัน บางครั้งถ้าถอนฟันไปแล้วปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ได้ใส่ฟันปลอม จะทำให้ฟันข้างเคียงล้มเข้าหาช่องว่าง หรืออาจมีผลกับฟันทั้งปาก และยังทำให้กระดูกขากรรไกรยุบตัวเร็ว อย่างไรก็ตามการรักษาคลองรากฟันไม่สามารถทำได้ในฟันทุกซี่ เช่นในกรณีฟันที่เสียเนื้อฟันไปมากจนไม่สามารถแก้ไขได้
ดังนั้นถ้าทันตแพทย์พิจารณาแล้วว่า ท่านสามารถเก็บฟัน ไว้ได้ด้วยการรักษาคลองรากฟัน แนะนำให้เก็บ ถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะมากกว่าการถอนฟัน แต่เมื่อเปรียบกับการทำสะพานฟัน หรือการทำรากเทียมแล้ว การรักษารากฟันก็ยังประหยัดกว่า และเป็นวิธีที่จะรักษาฟันให้เก็บไว้ใช้งานได้ตามปกติและนานที่สุด

+รักษาโรคเหงือก
+ผ่าฟันคุด
+รากเทียม

+สะพานฟันและครอบฟันติดแน่น
ฟันปลอม
ฟันปลอม คือ สิ่งที่ทันตแพทย์ทำขึ้นมาเพื่อให้คนไข้ใส่ทดแทนฟันธรรมชาติที่หายไป เพราะฟันผุต้องถอน หรือเสียฟันไปเพราะอุบัติเหตุ ประโยชน์ของฟันปลอมช่วยในการพูด บดเคี้ยวอาหาร ความสวยงาม และยังช่วยป้องกันฟันที่เหลือไม่ให้เคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิม ทำให้เศษอาหารติดตามซอกฟันซึ่งทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย กรณีเป็นฟันแท้ ควรทำฟันปลอมเมื่อมีการสูญเสียฟัน ยกเว้นฟันกรามหลังสุด ควรทำหลังจากที่แผลหาย ไม่ควรทิ้งไว้นาน บางกรณีฟันซี่ข้างเคียงอาจล้ม หรื่อเคลื่อนเข้าหาช่องว่างที่เกิดจากการถอนฟัน จนทำให้ไม่มีที่ใส่ฟันปลอมได้
ฟันปลอม แบ่งเป็น 2 ชนิด
ฟันปลอมชนิดถอดได้ แบ่งตามวัตถุที่ใช้ทำฐานฟันปลอมมี 2 แบบ คือ ฟันปลอมฐานเป็นพลาสติคและฟันปลอมฐานเป็นโลหะ ฟันปลอมที่เป็นพลาสติก จะแข็งแรงน้อยกว่าฟันปลอมฐานโลหะ ราคาถูกกว่า ถ้าใช้ไปนานๆ จะมีกลิ่นและติดสี ส่วนฟันปลอมฐานโลหะจะทำความสะอาดได้ง่ายกว่า และรู้สึกสบายเพราะว่าโลหะจะเบากว่าพลาสติกและรับความรู้สึกได้ดีกว่า ฟันปลอมบางส่วนจะมีตะขอช่วยในการยึดฟันปลอมให้ติดดียิ่งขึ้น ส่วนฟันปลอมทั้งปากสำหรับคนที่ไม่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่เลย ฐานฟันปลอมจะแนบสนิทกับเหงือก มีน้ำลายเป็นตัวกลาง
ฟันปลอมชนิดติดแน่น หรือสะพานฟัน มักจะใช้แทนฟันบางซี่ โดยยังมีฟันธรรมชาติเหลืออยู่หน้าและหลังช่องว่างที่ถอนฟันไป และต้องเป็นฟันที่มีกระดูกรองรับที่จะยึดฟันปลอมติดแน่นได้ ไม่มีตะขอ ไม่สามารถถอดออกได้ เคี้ยวอาหารได้ดีกว่าฟันปลอมชนิดถอดได้ แต่ราคาแพงกว่า เพราะวัสดุที่ใช้ทำมีราคาสูง
การเลือกใช้ฟันปลอม
การที่จะเลือกใช้ฟันปลอมขึ้นอยู่กับความต้องการ และช่องปากของแต่ละคน รวมทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายในการทำฟันปลอม และเมื่อใส่ฟันปลอมไปแล้ว ผู้ใส่ฟันปลอมต้องดูแลรักษาให้ดี เพื่อจะได้มีฟันปลอมใช้ได้นานๆ
การดูแลรักษาฟันปลอมชนิดติดแน่น
ปัญหาที่พบในการใส่ฟันปลอมติดแน่น คือ ทำความสะอาดยากเพราะแปรงสีฟันธรรมดาเข้าไม่ถึง ควรใช้แปรงซอกฟันหรือไหมขัดฟันร่วมกันในการทำความสะอาด ควรทำทุกวันหลังอาหาร หรืออย่างน้อยวันละครั้งก่อนแปรงฟันในตอนเย็น

+ฟันปลอมถอดได้
การดูแลรักษาฟันปลอมชนิดถอดได้
1. การใส่ฟันปลอม ใช้นิ้วมือช่วยใส่ให้เข้าที่ อย่าใช้ฟันกัด ถ้าฟันปลอมบางส่วนมีตะขอจะทำให้ตะขออ้าหรือบิดเบี้ยว
2. เริ่มใส่ฟันปลอมใหม่ๆ ผู้ใส่จะรู้สึกรำคาญ น้ำลายมาก พูดไม่ชัด ใส่ไประยะหนึ่งจะเริ่มคุ้น ถ้าเกิดอาการเจ็บ กลับไปพบทันตแพทย์ ให้ตรวจและแก้ไข ไม่ควรดัดแปลงเอง
3. การรับประทานอาหาร ระยะแรกๆ ควรทานอาหารเหลวๆ เพื่อปรับตัวในการเคี้ยว ไม่ควรใช้ฟันปลอมกัดหรือเคี้ยวอาหารที่แข็งและเหนียวมากไป โดยเฉพาะฟันหน้า
4. การรักษาความสะอาด เมื่อรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือก่อนนอนให้ถอดมาล้างด้วยแปรงขนนิ่มกับสบู่หรือยาสีฟัน ทั้งด้านนอกและด้านใน ทำให้ฟันปลอมสะอาดขึ้น ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยในการทำความสะอาดฟันปลอมแบบเม็ดฟู่ที่ละลายในน้ำและแบบสเปรย์ฉีดช่วยให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ต้องทำความสะอาดช่องปากและฟันธรรมชาติที่เหลืออยู่ ถ้าคนที่ไม่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่ ควรใช้ผ้าชุบบ้ำเช็ดเหงือก หรือแปรงขนนิ่ม ,บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำยาบ้วนปาก อย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
5. หลังจากใส่ฟันปลอมไปแล้ว ควรกลับไปให้ทันตแพทย์ตรวจช่องปากและฟันปลอมทุกๆ 6 เดือน ปีละครั้ง

+การจัดฟัน
วัตถุประสงค์ของการจัดฟัน
เป็นกระบวนการเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและพัฒนาจัดการแก้ไขความไม่สมดุลย์ที่เกิดขึ้นไปสู่สภาพปกติ โครงสร้างที่ถูกปรับเปลี่ยนไป รวมทั้งฟันที่ถูกเลื่อนจากการใช้แรงละเอียดอ่อน จากเครื่องมือภายนอกและภายในช่องปากเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปรับแต่งใหม่ กระดูกที่ล้อมจะเกิดการละลายและเสริมสร้างใหม่ของกระดูกที่ค่อยเป็นค่อยไป และเกิดการเคลื่อนของฟันในอัตราเฉลี่ย 1 มิลลิเมตร ต่อ 1 เดือน ผลกระทบจากการเปลี่ยนตำแหน่งฟันและขากรรไกรจะทำให้รูปร่างใบหน้าด้านตรงและด้านข้างเปลี่ยนแปลงไป มาจากการเจริญเติบโตและพัฒนาตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น
ก่อนจะได้จัดฟันต้องมีข้อมูลดังนี้
1. ประวัติทางการแพทย์ของเด็ก หรือคนไข้
2. ต้องมีการพิมพ์ปาก เพื่อที่จะนำมาตรวจสอบรายละเอียดจำนวนและตำแหน่งของฟัน
3. แผ่นฟิลม์ภาพถ่ายรังสีใบหน้าและศรีษะตลอดจนฟันทั้งปาก
4. ภาพถ่ายใบหน้าและฟัน
หลังจากตรวจวินิจฉัยข้อมูลที่ได้ ทันตแพทย์จัดฟันจะนัดมาสรุปปัญหาตำแหน่งขากรรไกรและฟันแต่ละบุคคลแตกต่างกัน และบอกให้ทราบถึงแผนการรักษาและทางเลือก ข้อควรปฏิบัติระยะเวลาและค่าใช้จ่ายของการรักษา และให้ผู้ปกครองมารับฟังพร้อมกับผู้ป่วยเพื่อความเข้าใจ ในระหว่างรอการจัดฟัน ผู้ป่วยควรพบทันตพทย์เพื่อดูแลเรื่องฟันผุและทำความสะอาดก่อนเริ่มจัดฟัน บางรายต้องปรึกษาเฉพาะทางโรคเหงือกและกระดูกให้แข็งแรงและสมบูรณ์ในการเลื่อนฟัน
การรักษา
โดยทั่วไปทันตแพทย์จะพบผู้ป่วยเดือนละครั้ง เพื่อปรับและเปลี่ยนลวดเพื่อให้ฟันเข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ในช่วงเวลาตลอดทั้งเดือนในขณะที่ฟ
ันอยู่ในกระบวนการเคลื่อนของฟัน ผู้ป่วยต้องป้องกันไม่ให้สุขภาพฟันและเหงือกได้รับอันตราย จำเป็นจะต้องรักษาความสะอาดให้มากขึ้น เพราะเวลาทานอาหารเศษอาหารจะติดค้างตามซอกเครื่องมือและฟัน ทำให้ฟันผุได้ นอกจากนี้ต้องแปรงเหงือกอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ไห้เหงือกอักเสบบวมแดง ควรแปรงฟันหลังอาหารทันทีทุกมื้อโดยเฉพาะก่อนนอน ผู้จัดฟันจะได้รับคำแนะนำในการดูแลฟันอย่างถูกวิธีตั้งแต่ก่อนเริ่มให้การรักษา ในระหว่างที่ทำการรักษาเป็นปีผู้ป่วยต้องพบทันตแพทย์ทั่วไป เพื่อดูแลการอุดฟันและรักษาเหงือกคู่กันไป การนัดหมายในการเคลื่อนฟันผ่านกระดูกที่ล้อมรอบ ต้องใช้เวลาในการรักษา 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของตำแหน่งการสบฟันในแต่ละคน การนัดหมายจะห่างประมาณ 4-6 อาทิตย์ ในแต่ละครั้งจะเลื่อนฟันได้ในระยะสั้นๆ การขาดหรือผิดนัดอาจทำให้ต้องยืดเวลาในการรักษาออกไป ในการจัดฟันบางครั้งจำเป็นจะต้องถอนฟันบางซี่ออก เพื่อความคงทนของตำแหน่งฟันภายหลังการจัด ทันตแพทย์จัดฟันจะเป็นผู้พิจารณาและอธิบายว่าต้องถอนฟันซี่ใด ค่าใช้จ่ายในการถอนฟันจะไม่รวมในทันตกรรมจัดฟัน
การรับประทานอาหาร
ในระหว่างมีเครื่องมือจัดฟัน สามารถรับประทานอาหารได้เกือบทุกชนิด ยกเว้นอาหารอยู่ 3 ประเภท ที่ทำลายเครื่องมือจัดฟัน ได้แก่ ประเภทอาหารแข็ง ทำให้เครื่องมือฉีกขาด หลุด ลวดหักหรือบิดงอ อาหารก้อนโตอาจใช้มีดช่วยฉีกตัดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ห้ามใช้ฟันกัดฉีกหรือแทะ อย่าเคี้ยวก้อนน้ำแข็งหรือถั่วกรอบแข็ง อาหารเหนียวจะทำให้ดึงซีเมนต์หรือลวดงอ และเครื่องมือหลุด ท้อฟฟี่เหนียว หมากฝรั่ง ห้ามเด็ดขาด อาหารหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง หลีกเลี่ยงเท่าที่จำเป็น หลังรับประทานอาหารให้แปรงฟันทันทีหรือบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดหลังจากรับประทานของหวานเสมอ
ในการจัดฟันบางครั้งต้องร่วมกับการผ่าตัด เพราะการสบฟันผิดปกติที่เกิดจากการเจริญไม่สมดุลย์ของโครงสร้างใบหน้า กระดูกขากรรไกรบนและล่าง ที่มีความรุนแรงเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยการจัดฟันโดยลำพัง อาจต้องใช้ศัลยกรรมร่วมกับการจัดฟันเพื่อแก้ไขตำแหน่งขากรรไกรให้สู่ปกติ บางครั้งการไม่ให้ความร่วมมือ หรือรายที่มีปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงเพราะการเจริญเติบโตในระหว่างการรักษา จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดเข้าช่วย จึงประสบผลสำเร็จ
เครื่องมือที่ใช้ในการรักษา
มีหลายชนิดทั้งชนิดพลาสติกถอดได้ หรือชนิดติดแน่นอยู่บนตัวฟัน มีลวดโค้งขนาดต่างๆ คาดบนฟัน สำหรับเครื่องมือที่มีโครงยึดติดแน่นอยู่กับตัวฟัน (braces) มีแบบที่เป็นโลหะไร้สนิม หรือกระเบื้องพอร์เซเลนสีเดียวกับฟัน สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องใส่เครื่องมือชนิดที่ไม่ต้องการให้เห็นแบบโลหะไร้สนิมติดซ่อนอยู่ด้านในหรือด้านลิ้น ภายหลังจากฟันเคลื่อนไปอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว จะต้องมีเครื่องมือคงตำแหน่งฟันไว้ระยะหนึ่ง เพื่อการปรับตัวในตำแหน่งใหม่ของเนื้อเยื่อ กระดูกล้อมรอบฟันและเหงือก ถ้าเครื่องมือแตกหักหรือหายต้องมาซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ การติดตามอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จในสภาพตำแหน่งใหม่ของฟัน ถือเป็นการสิ้นสุดของการรักษา

+เคลือบฟลูออไรด์
ฟลูออไรด์ (Fluoride)
ฟลูออไรด์ เป็นสารที่ใช้ในการป้องกันฟันผุทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟลูออไรด์จะไปลดการละลายของผิวเคลือบฟัน เมื่อฟลูออไรด์เข้าไปอยู่ในส่วนประกอบของตัวฟันแล้ว จะทำให้ผิวเคลือบฟันมีความต้านทานต่อกรดเพิ่มขึ้น ฟลูออไรด์จะสนับสนุนการสะสมแร่ธาตุคืนกลับ (Remineralisation) น้ำลายจะมีแร่ธาตุแคลเซียมฟอสเฟตเป็นส่วนประกอบเหมือนตัวฟัน เมื่อมีฟลูออไรด์ก็จะมีการสะสมแร่ธาตุคืนกลับเข้าไปในรากฟันที่เริ่มผุ โดยฟันที่มีกรดเข้าไปทำลายผิวเคลือบฟันและมีการละลายตัวของผิวเคลือบฟัน จะหยุดการละลายตัวเมื่อได้รับฟลูออไรด์เข้าไป และฟลูออไรด์ที่มีอยู่มากในน้ำลายก็จะกลับเข้าไปในบริเวณที่เริ่มมีการละลายตัวของผิวเคลือบฟันเกิดการสะสมแร่ธาตุคืนกลับ
การเคลือบฟลูออไรด์สำหรับเด็ก
ไม่มีระยะเวลาตายตัวว่าควรเริ่มเคลือบฟลูออไรด์เมื่อไหร่ ส่วนใหญ่ มักเริ่มในเด็กเล็กอายุตังแต่ 3 ขวบ เพราะเริ่มควบคุมการกลืนได้ และจะเคลือบฟลูออไรด์จนถึงอายุ 15-16 ปี ควรพาเด็กไปเคลือบฟลูออไรด์ทุกๆ 6 เดือน
การป้องกันฟันผุของฟลูออไรด์ แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. ฟันที่ยังไม่ขึ้น จะได้รับฟลูออไรด์ทางระบบโดยการรับประทาน ฟลูออไรด์จะเข้าไปในโครงสร้างของผิวเคลือบฟัน ทำให้ผิวเคลือบฟันมีความแข็งเพิ่มขึ้นกว่าผิวเคลือบฟันที่ไม่มีฟลูออไรด์อยู่ในโครงสร้าง ผู้ปกครองควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนการใช้ เพราะถ้าใช้มากเกินไปอาจทำให้เกิดการตกกระที่ผิวฟัน (Fluorosis) ได้
2. เมื่อฟันขึ้นมาแล้วก็จะได้รับฟลูออไรด์เฉพาะที่ได้ 2 ทาง คือ
2.1 ได้จากฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม โดยในบางประเทศจะมีการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปา ทำให้ผิวเคลือบฟันได้รับฟลูออไรด์โดยตรง
2.2 พบทันตแพทย์เพื่อทำการเคลือบฟลูออไรด์ มักใช้ถาดพลาสติกใส่เคลือบฟันเด็กนาน 1-4 นาที และห้ามเด็กดื่มน้ำ หรือทานอาหารเป็นเวลาประมาณ 30 นาที เพื่อให้ฟลูออไรด์เคลือบอยู่ในช่องปาก

+ เคลือบหลุมร่องฟัน
ซีแลนท์ (Sealant)
ซีแลนท์ คือ การเคลือบหลุมร่องฟันด้วยสารเคลือบร่องฟัน เพื่อป้องกันฟันผุ นิยมทำในเด็ก เพราะผิวฟันไม่เรียบ โดยเฉพาะบริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกรามน้ำนมและฟันกรามแท้ จะมีลักษณะเป็นหลุมและร่องฟัน ในฟันกรามบนร่องนี้จะเลยมาทางด้านเพดานและในฟันกรามข้างล่างจะเลยมาทางด้านแก้ม บริเวณหลุมร่องฟัน มักเกิดฟันผุได้ง่ายเนื่องจากมีขนาดแคบและลึก ขนแปรงสีฟันมีขนาดใหญ่กว่า ไม่สามารถแทรกเข้าไปทำความสะอาดได้ ทำให้เศษอาหารค้างอยู่และคราบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุทำให้ฟันผุ
การเคลือบหลุมร่องฟัน โดยปกติฟันที่ขึ้นมาในช่องปากใหม่ๆ ได้มีการสร้างและการสะสมแร่ธาตุบริเวณตัวฟันยังไม่สมบูรณ์ ฟันจึงผุง่าย โดยเฉพาะฟันกรามแท้ซี่แรก ซึ่งจะขึ้นมาก่อนฟันแท้ซี่อื่นๆ และอยู่ถัดจากฟันน้ำนมซี่ในสุด เด็กๆมักจะทำความสะอาดไม่ทั่วถึง และผู้ปกครองไม่ทราบ การเคลือบหลุมร่องฟันต้องทำก่อนที่ฟันจะผุพ้นที่โผล่ขึ้นมาทั้งซี่แล้ว จะทำได้ง่ายและสารที่เคลือบหลุมร่องฟันยึดติดแน่นได้ดี อายุเด็กที่เหมาะจะได้รับการเคลือบหลุมร่องฟัน คือ เด็กอายุ 3-4 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ฟันน้ำนมขึ้นครบทุกซี่ เด็กอายุ 6-7 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ฟันกรามแท้ซี่แรกขึ้น เด็กอายุ 11-13 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ฟันกรามซี่ที่สองขึ้น
ขั้นตอนในการเคลือบหลุมร่องฟัน
1. ตรวจสภาพในช่องปาก ฟันที่จะเคลือบหลุมร่องฟันได้ต้องเป็นฟันที่ดี ฟันที่มีคราบดำตามหลุมร่องฟัน หากใช้เครื่องมือปลายแหลมเขี่ยหารูผุแล้วเขี่ยสะดุดหลุมร่องฟันที่มีพื้นแข็ง และไม่มีรอยขุ่นขาวรอบๆ แสดงว่าฟันเริ่มผุ ฟันซี่นั้นควรได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันด้วย
2. ล้างขจัดเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่ติดตามหลุมร่องฟันออกให้หมดเป่าให้แห้ง จากนั้นใช้กรดทาบริเวณหลุมร่องฟัน ประมาณ 1 นาที ล้างและเป่าให้แห้งอีกครั้ง กรดจะกัดผิวฟันบริเวณที่ถูกทาให้เป็นรูพรุนเล็กๆ เมื่อเป่าฟันให้แห้งจะเป็นผิวฟันขุ่นขาว
3. ทาสารเคลือบหลุมร่องฟันในบริเวณหลุมร่องฟันให้ทั่ว อาจใช้เครื่องฉายแสงเป็นตัวเร่งให้สารเคลือบหลุมร่องฟันแข็งตัวตามชนิดของวัสดุที่ใช้ เมื่อวัสดุแข็งตัวก็ตรวจการยึดติดกับตัวฟันโดยใช้เครื่องมือเขี่ยแรงๆ หากไม่หลุดแสดงการยึดติดที่ดีการเคลือบหลุมร่องฟันเสร็จสมบูรณ์
4. หลังจากทาสารเคลือบหลุมร่องฟันใหม่ๆ จะรู้สึกขมและสบฟันอาจรู้สึกแปลกๆ เพราะฟันสะดุดส่วนเกิน แต่ส่วนเกินจะสึกอย่างรวดเร็วหลังจากเคี้ยวอาหารได้ 2-3 วันก็จะกลับสู่ปกติ ประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุของสารเคลือบหลุมร่องฟัน ยังคงติดแน่นอยู่ แม้ว่าบางส่วนของสารเคลือบหลุมร่องฟันจะสึกจากการบดเคี้ยว การป้องกันฟันผุจะลดน้อยลงหรือป้องกันไม่ได้ ถ้าสารเคลือบหลุมร่องฟันหลุดออกบางส่วนหรือหลุดออกทั้งหมด
5. สารเคลือบหลุมร่องฟันจะยึดติดแน่นกับหลุมร่องฟันได้ดี ถ้าระหว่างการทำไม่มีการปนเปื้อนน้ำลายและความชื้นแต่ในเด็กมักจะทำได้ยาก ดังนั้นสารเคลือบหลุมร่องฟันจะมีผลในการป้องกันฟันผุเฉพาะส่วนที่เป็นหลุมร่องฟันเท่านั้น การป้องกันฟันผุอย่างสมบูรณ์จะต้องดูแลช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เป็นระยะๆ หรือรับประทานยาฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมตามวัย ในกรณีเด็กที่มีฟันชิดเบียดแน่น ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยในการทำความสะอาดซอกฟันด้วย ดังนั้นควรนำเด็กมาตรวจทุก 6 เดือน และรับการเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อที่จะได้มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง

+ เอ็กซ์เรย